Smear positive TB

นิพนธ์ต้นฉบับ
Original Article

PDF

แนวโน้มอัตราผู้ป่วยวัณโรคที่เสมหะตรวจพบเชื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดา
ในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ระหว่างปี 2554-2560

สุพิศ  โพธิ์ขาว วท.บ. (เทคนิคการแพทย์)

กลุ่มงานพยาธิวิทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี 
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุ

บทคัดย่อ

วัณโรคเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง ปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาสำคัญยิ่งของการสาธารณสุขในประเทศไทย นับวันการแพร่เชื้อยิ่งทวีความรุนแรง ทำให้ลุกลามออกเป็นวงกว้าง เป็นผลให้ยับยั้งยาก การค้นหาผู้ป่วยวัณโรคด้วยการตรวจวินิจฉัยวัณโรคทางห้องปฏิบัติการ นำพาผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาที่มีมาตรฐาน คือ การป้องกันและการลดการแพร่กระจายเชื้อที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด การศึกษาเชิงพรรณนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวโน้มอัตราผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อAFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดา ณ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ระหว่างปีงบประมาณ 2554 ถึง 2560 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสมุดทะเบียนวัณโรค (TB04), โปรแกรม MLAB2000 และเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา นำเสนอข้อมูลด้วย ตาราง กราฟ และแผนภูมิผลการศึกษาพบว่า ในระหว่างปีงบประมาณ 2554 ถึง 2556 อัตราผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.95 เป็นร้อยละ 11.18 และร้อยละ 11.28 ส่วนในระหว่างปีงบประมาณ 2557 ถึง 2559 อัตราผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 10.90 เป็นร้อยละ 10.16 และร้อยละ 9.10 อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ 2560 อัตราผู้ป่วยกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10.45 พร้อมยังพบว่าอัตราผู้ป่วยเพศชายมากกว่าเพศหญิงในทุกปีงบประมาณ โดยที่อัตราผู้ป่วยเพศชายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราผู้ป่วยเพศหญิงมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราผู้ป่วยช่วงอายุ 35-44 ปี มีมากกว่าช่วงอายุอื่นๆ รองลงมาคือช่วงอายุ 54 ปีขึ้นไป และช่วงอายุ 25-34 ปี ตามลำดับอัตราผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดาในแต่ละปีงบประมาณไม่แตกต่างกันมากนัก โดยแต่ละปีงบประมาณพบผู้ป่วยประมาณร้อยละ 9-11 โดยที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนไทย   เพศชายต่อหญิงประมาณ 2.5 : 1 ส่วนผู้ป่วยแรงงานต่างด้าว เพศชายต่อหญิงประมาณ1.2 : 1 อนึ่ง ช่วงอายุของผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB สูงสุดคือช่วงอายุ 25-44 ปี แต่ก็พบแนวโน้มการตรวจพบเชื้อ AFB เพิ่มขึ้นในเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

วัณโรคเป็นโรคติดต่อเรื้อรังเกิดจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis เป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุข เป็นสาเหตุของการป่วยและการตายในหลายๆ ประเทศทั่วโลก1 เชื้อวัณโรคแพร่กระจายจากผู้ป่วยวัณโรคปอดไปสู่บุคคลอื่นผ่านทางละอองเสมหะ ที่เกิดจากการไอ จาม พูดคุย ตะโกน หัวเราะ ร้องเพลง เมื่อมีผู้สูดอากาศที่มีละอองเชื้อวัณโรคเข้าไปสู่ถุงลมปอด มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคปอดในเวลาต่อมาได้ 2

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ประมาณอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรค (รายใหม่และกลับเป็นซ้ำ) ของโลก 10.4 ล้านราย หรือ 140 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยวัณโรคเสียชีวิต 1.7 ล้านราย ผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวี 1.03 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 10 ของผู้ป่วยวัณโรคทั้งหมด โดยเสียชีวิตปีละ 400,000 ราย ผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา RR/MDR-TB 600,000 ราย 3-7

ปี พ.ศ. 2559 องค์การอนามัยโลกจัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรครุนแรง (High Burden Country Lists) ประกอบด้วยวัณโรคทั่วไป (TB) วัณโรคที่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย (TB/HIV) และวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (multidrug-resistant tuberculosis, MDR-TB) คาดว่าน่าจะมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ประมาณ 119,000 รายต่อปี หรือ 172 รายต่อแสนประชากร ผู้ป่วยวัณโรคที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี 10,000 ราย และผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา RR/MDR-TB 4,700 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิตประมาณ 11,900 รายต่อปี สาเหตุที่วัณโรคกลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุข เนื่องจากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง การอพยพเคลื่อนย้าย การปล่อยปละละเลยปัญหาวัณโรค การตรวจวินิจฉัยล่าช้า และการแพร่ระบาดของเอชไอวีอย่างกว้างขวาง จึงส่งผลให้วัณโรคทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

ประเทศไทยได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์วัณโรคระดับชาติ พ.ศ. 2560-2564 คือ “ลดอัตราอุบัติการณ์วัณโรคลงร้อยละ 12.5 ต่อปี จาก 172 ต่อประชากร 100,000 คน ในปี พ.ศ. 2557 ให้เหลือ 88 ต่อประชากร 100,000 คน เมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2564 ” โดยมีแนวทางปฏิบัติคือ “ค้นให้พบ จบด้วยหาย พัฒนาระบบและเครือข่าย นโยบายมุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม” โดยกำหนดมาตรฐานการดำเนินงาน 5 แผนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หนึ่งในแผนยุทธศาสตร์นั้นคือการเร่งรัดค้นหาผู้ติดเชื้อวัณโรคและผู้ป่วยวัณโรคให้ครอบคลุมโดยการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงเป้าหมาย 6-7

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โดยกลุ่มงานพยาธิวิทยา ให้การตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยวัณโรคด้วยวิธีการตรวจเสมหะหาเชื้อ AFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดาเป็นกิจกรรมหลัก ผู้ศึกษาวิจัยมีความสนใจศึกษาแนวโน้มอัตราผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ระหว่างปีงบประมาณ2554-2560 ประกอบกับผู้ศึกษาวิจัยได้จัดทำแผ่นพับเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัณโรค เพื่อให้ผู้ที่มารับบริการได้ตระหนักถึงภัยร้ายแรงของวัณโรค ทั้งนี้ผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อมีโอกาสในการแพร่เชื้อมากกว่า 10 เท่า 8

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อศึกษาแนวโน้มอัตราผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดา ณ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ระหว่างปีงบประมาณ 2554 ถึง 2560

เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขและประชาชนได้ตระหนักถึงภัยอันตรายร้ายแรงของวัณโรค

วิธีการศึกษาและการรวบรวมข้อมูล

การศึกษาเชิงพรรณนาครั้งนี้ เพื่อศึกษาแนวโน้มอัตราผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดา ณ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ระหว่างปีงบประมาณ 2554 ถึง 2560 โดยการคัดลอกข้อมูลผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB จากสมุดทะเบียนวัณโรค (TB04) โปรแกรม MLAB 2000 และเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แจกแจงข้อมูลเป็นคนไทย-แรงงานต่างด้าว, เพศชาย-เพศหญิง และช่วงอายุ นำเสนอข้อมูลด้วยตาราง กราฟ และ แผนภูมิ อนึ่งการศึกษาครั้งนี้ได้ผ่านการรับรองโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในมนุษย์ โดยคณะกรรมการวิจัยและจริยธรรมวิจัยโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เลขที่ใบรับรอง 8/2561

ผลการศึกษา

ในระยะเวลาของการศึกษา (ระหว่างปีงบประมาณ 2554 ถึง 2560) ผู้ป่วยที่มีอาการและอาการแสดงที่สัมพันธ์กับการป่วยเป็นวัณโรคปอดจำนวนทั้งสิ้น 21,645 ราย โดยพบว่าในระหว่างปีงบประมาณ 2554 ถึง 2557 และปีงบประมาณ 2559 ถึง 2560 ผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลง ส่วนในระหว่างปีงบประมาณ 2558 ถึง 2559 ผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB พบว่า ในระหว่างปีงบประมาณ 2554 ถึง 2555, ระหว่างปีงบประมาณ 2555 ถึง 2558 และ ในระหว่างปีงบประมาณ 2556 ถึง 2558 ผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลง ส่วนในระหว่างปีงบประมาณ 2558 ถึง 2559 ผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (ตารางที่ 1)

เมื่อพิจารณาอายุ พบว่า ผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB มีอายุเฉลี่ย 43.99 (± 15.93) ปี โดยในปีงบประมาณ 2556 ผู้ป่วยมีอายุต่ำสุดคือ 3 เดือน ส่วนในปีงบประมาณ 2560 ผู้ป่วยมีอายุสูงสุดคือ 98 ปี (ตารางที่ 2)

ผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดา

ผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB จำนวนทั้งสิ้น 2,246 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนไทยคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 87.0 โดยที่ในระหว่างปีงบประมาณ 2554 ถึง 2556 และในระหว่างปีงบประมาณ 2559 ถึง 2560 อัตราผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนในระหว่างปีงบประมาณ 2557 ถึง 2558 อัตราผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลง แรงงานต่างด้าวคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 13.0 โดยที่ในระหว่างปีงบประมาณ 2554 ถึง 2556 และในระหว่างปีงบประมาณ 2559 ถึง 2560 อัตราผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลง ส่วนในระหว่างปีงบประมาณ 2557 ถึง 2559 อัตราผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (รูปที่ 1)

เมื่อพิจารณาตามเพศ พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชายคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 71.1 เพศหญิงคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 28.9 โดยที่อัตราผู้ป่วยเพศชายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราผู้ป่วยเพศหญิงมีแนวโน้มลดลง (รูปที่ 2)

เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 35-44 ปี มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ คิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 24.8 โดยที่ผู้ป่วยช่วงอายุน้อยกว่า 15 ปี, ช่วงอายุ 35-44 ปี, ช่วงอายุ 45-54 ปี และช่วงอายุมากกว่า 54 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ป่วยช่วงอายุ 15-24 ปี และช่วงอายุ 25-34 ปี มีแนวโน้มลดลง (รูปที่ 3)

คนไทยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดา

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชายคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 63.58 (ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด) เพศหญิงคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 23.46 (ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด) โดยที่อัตราผู้ป่วยเพศชายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราผู้ป่วยเพศหญิงมีแนวโน้มลดลง (รูปที่ 4)

เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 35-44 ปี มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ คิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 25.3 (ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด) โดยที่ผู้ป่วยช่วงอายุน้อยกว่า 15 ปี, ช่วงอายุ 35-44 ปี, ช่วงอายุ 45-54 ปี และช่วงอายุมากกว่า 54 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ป่วยช่วงอายุ15-24 ปี และช่วงอายุ 25-34 ปี มีแนวโน้มลดลง (รูปที่ 5)

แรงงานต่างด้าวที่เสมหะตรวจพบเชื้อAFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดา

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชายคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 7.48 (ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด) เพศหญิงคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 5.47 (ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด) โดยที่อัตราผู้ป่วยเพศชายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราผู้ป่วยเพศหญิงมีแนวโน้มลดลง (รูปที่ 6)

เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 25-34 ปี มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ คิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 42.6 โดยที่ผู้ป่วยช่วงอายุน้อยกว่า 15 ปี, ช่วงอายุ 35-44 ปี, ช่วงอายุ 45-54 ปี และช่วงอายุมากกว่า 54 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ป่วยช่วงอายุ 15-24 ปี และช่วงอายุ 25-34 ปี มีแนวโน้มลดลง (รูปที่ 7)

วิจารณ์

ในระยะเวลาที่ศึกษา (ระหว่างปีงบประมาณ 2554 ถึง 2560) ผู้ป่วยที่มีอาการและอาการที่สัมพันธ์กับการป่วยเป็นวัณโรคปอดและ/หรือมีภาพถ่ายรังสีทรวงอกที่เข้าได้กับการป่วยเป็นวัณโรคปอดจำนวนทั้งสิ้น 21,645 ราย โดยในจำนวนนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนไทยคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 79.2แรงงานต่างด้าวคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 20.8 ในขณะที่ผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดาจำนวน 2,246 ราย โดยในจำนวนนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนไทยคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 87.0 แรงงานต่างด้าวคิดเฉลี่ยเป็นร้อยละ 13.0 แต่อย่างไรก็ตามในแต่ละปีงบประมาณมีจำนวนผู้ป่วยที่เสมหะตรวจพบเชื้อ AFB ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยพบอัตราผู้ป่วยประมาณร้อยละ 9-11 สอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐานแผนงานวัณโรคแห่งชาติ (National Tuberculosis Program) โดยปกติแล้วการตรวจเสมหะผู้ป่วยสงสัยวัณโรคปอดควรให้ผลบวกประมาณร้อยละ 10 (ร้อยละ 8-12) 

เมื่อพิจารณาตามเพศ พบว่า ผู้ป่วยเพศชายมากกว่าเพศหญิงในทุกปีงบประมาณ เป็นสถิติที่พบเช่นนี้ทั่วโลก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้ชายออกไปทำงานนอกบ้าน มีโอกาสรับเชื้อได้มากกว่า ผู้ชายอาจสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ซึ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรคเพิ่มขึ้น อีกทั้งเพศชายขาดความใส่ใจในการดูแลสุขภาพตนเอง ไม่ยอมรับความเจ็บป่วย ไม่สนใจในการรักษา ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา ส่วนเพศหญิงสนใจในการดูแลสุขภาพตนเองได้ดีกว่า

เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-44 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุในวัยทำงาน ที่ผ่านมาผู้ป่วยกลุ่มนี้จะสัมพันธ์กับการติดเชื้อ HIV ซึ่งในการศึกษานี้ไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วย อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและเป็นที่พึ่งของคนในครอบครัว ปัจจุบันประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น และมีการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ส่งผลกระทบโดยตรงจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต จึงทำให้มีความต้องการแรงงานวัยหนุ่มสาวเพิ่มมากขึ้น แรงงานวัยหนุ่มสาวจากประเทศเพื่อนบ้านจึงอพยพเคลื่อนย้าย อีกทั้งนโยบายการเปิดประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรีมากขึ้น ทั้งนี้อุบัติการณ์วัณโรคของประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่าประเทศไทย 2-3 เท่า 9  อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคนไทย

การสื่อสารก็เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งกับแรงงานต่างต่างด้าว อาทิเช่น การอธิบายวิธีเก็บตัวอย่างเสมหะ 10 อนึ่งหากแรงงานต่างด้าวป่วยเป็นวัณโรค เมื่อมารับบริการในสถานพยาบาลก็สื่อสารไม่เข้าใจกัน เกิดความเบื่อหน่ายทั้งผู้ให้บริการและผู้ที่มารับบริการ ทำให้ผู้ป่วยแรงงานต่างด้าวเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากมารับบริการที่สถานพยาบาล เป็นต้น

ข้อเสนอแนะ

การป้องกันและการลดการแพร่กระจายวัณโรคที่มีประสิทธิภาพ คือ การค้นหาผู้ป่วยวัณโรคด้วยการตรวจวินิจฉัยวัณโรคทางห้องปฏิบัติการ นำพาผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาที่มีมาตรฐาน และเหมาะสม การตรวจวินิจฉัยวัณโรคด้วยวิธีการตรวจเสมหะหาเชื้อ AFB ด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดา มีข้อจำกัดหลายประการ ประการที่สำคัญที่สุดคือ จำนวนเชื้อที่มีอยู่ในเสมหะ กล่าวคือ ปริมาณเชื้อในเสมหะต้องมีจำนวนมากกว่า 10,000 เชลล์ต่อมิลลิลิตรขึ้นไป 11,12 จึงจะมีโอกาสตรวจพบได้ หมายความว่า มีผู้ป่วยวัณโรคจำนวนหนึ่งที่ติดเชื้อและป่วยเป็นวัณโรคแล้ว แต่ปริมาณเชื้อวัณโรคยังมีไม่มากพอที่จะตรวจพบได้ เมื่อระยะเวลาผ่านไปและเชื้อวัณโรคมีการเจริญเติบโตแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ทำให้การตรวจวินิจฉัยล่าช้า ทำให้โรคทวีความรุนแรงมากขึ้นและมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อวัณโรคไปสู่บุคคลอื่น อีกทั้งในการศึกษาครั้งนี้ไม่มีผลการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อวัณโรค (TB culture) พิสูจน์ยืนยันว่าเชื้อ AFB ที่ตรวจพบด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดธรรมดาเป็นเชื้อ Mycobacterium tuberculosis เท่าใด และผู้ป่วยได้เข้าสู่ระบบการรักษาทุกรายครบถ้วนหรือไม่ ผู้ป่วยหายร้อยละเท่าใด ผู้ป่วยวัณโรคเชื้อดื้อยามีร้อยละเท่าใด ปัจจุบันวิธีการตรวจวินิจฉัยวัณโรคมีหลากหลาย ที่มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป การบูรณาการประยุกต์การตรวจวินิจฉัยวัณโรคด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อวัณโรคซึ่งเป็นวิธีมาตรฐาน (gold standard) และวิธีเทคโนโลยีอณูชีววิทยาร่วมด้วย จะเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจพบผู้ป่วยได้เพิ่มมากขึ้นได้ อีกทั้งให้ผลการตรวจที่ถูกต้อง แม่นยำ และลดระยะเวลาในการวินิจฉัย นำพาผู้ป่วยเข่าสู่ระบบการรักษาที่มีมาตรฐานและถูกต้อง อันเป็นสาระสำคัญในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค

การออกหน่วยบริการสุขภาพเคลื่อนที่ของทีมสหวิชาชีพตามชุมชนใหญ่ๆ ที่มีประชากรหนาแน่นหรือชุมชนที่มีแรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่ก็มีความสำคัญ เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม ให้ความรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัณโรค ซึ่งเป็นนโยบายเชิงรุกในการค้นหาผู้ป่วยวัณโรค ทั้งนี้อาจเพราะว่า เมื่อผู้ป่วยวัณโรครู้ว่าตัวเองป่วยเป็นวัณโรค ก็ไม่อยากเข้ารับการบริการตามสถานพยาบาล เพราะจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในระหว่างการเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล กลัวบุคคลรอบข้างรังเกียจ หรือแม้นแต่การมารับบริการที่สถานพยาบาลอาจจะต้องรอคอยนาน ขั้นตอนในการให้บริการยุ่งยากวุ่นวาย หรืออาจถูกเลือกปฏิบัติ อนึ่งหากแรงงานต่างด้าวป่วยเป็นวัณโรค ยิ่งไม่อยากเข้ารับการรักษาตามสถานพยาบาล เพราะเข้าใจว่าตัวเองไม่ใช่คนไทยอาจถูกเลือกปฏิบัติในการรักษา กลัวสังคมจะแสดงอาการรังเกียจ ไม่อยากเข้าใกล้ หรือหากป่วยเป็นวัณโรค อาจถูกส่งตัวกลับประเทศ ทำให้ขาดรายได้ หากเข้ารับการรักษาก็ทำให้เสียค่าใช้จ่าย หรือหากตรวจพบว่าป่วยเป็นวัณโรคก็เคลื่อนย้ายอพยพไปทำงานที่อื่น หรืออาจเดินทางกลับประเทศ เมื่อคิดว่าตนเองคงหายแล้ว ก็อาจอพยพเคลื่อนย้ายกลับมาทำงานที่เดิม ซึ่งหากแรงงานต่างด้าวดังกล่าวไม่ได้เข้ารับการรักษา หรือได้รับการรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง มีโอกาสแพร่กระจายเชื้อวัณโรคไปสู่บุคคลอื่นต่อไป

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบพระคุณ นายแพทย์สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี, นายแพทย์จรัส โชคสุวรรณกิจ, นายแพทย์กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์, คุณวรัญญา เจริญศรี, คุณสุภาภรณ์ คุรุทัย, เจ้าหน้าที่กลุ่มงานวิจัยและประเมินเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่เวชนิทัศน์ ณ โอกาสนี้

เอกสารอ้างอิง

  1. World Health Organization. Global tuberculosis report 2017. Geneva: WHO; 2017.
  2. Riley RL. What nobody needs to know about airborne infection. Am J Respir Crit Care Med 2001; 163:7– 8.
  3. National Tuberculosis control Programme Guidelines. Thailand, 2018. Bangkok: Department of Disease Control; 2018. (in Thai)
  4. Guideline for Prevention and Control of tuberculosis transmission. Bangkok: Department of Disease Control; 2016. (in Thai)
  5. Systematic screening for active TB and drug-resistant TB. 2nd ed. Bangkok: Department of Disease Control; 2018. (in Thai)
  6. Thailand operational plan to end TB 2017-2021. Bangkok: Department of Disease Control; 2017. (in Thai)
  7. National of The end TB strategy plan 2017-2021. Bangkok: Ministry of Public Health; 2017. (in Thai)
  8. Quality assurance for acid fast bacilli by microscopy examination. Bangkok: Ministry of Public Health; 2012. ( in Thai )
  9. Metchanun N. Scoping review for understanding tuberculosis situation in migrant labors in Thailand. J Health Syst Res 2017; 11: 608-23. (in Thai)
  10. Phokhao S. The effectiveness of the multi-language illustration of sputum collection for tuberculosis diagnosis for immigrant workers. J Med Tech Assoc Thai 2018; 46:6410-20 (in Thai)
  11. Toman K. How many bacilli are present in a sputum specimen found positive by smear microcopy? In: Frieden TR, ed. Toman’s tuberculosis: case detection, treatment and monitoring, 2nd ed. Geneva: World Health Organization; 2004: p 11-3.
  12. Toman K. How reliable is smear microcopy? In: Frieden TR, ed. Toman’s tuberculosis: case detection, treatment and monitoring, 2nd ed. Geneva: World Health Organization; 2004:p 14-22.

ABSTRACT

Phokhao S. The trend of the rate of patient of AFB (Acid Fast Bacilli) positive by sputum microscopy examination at Nopparat-Rajathanee Hospital during the fiscal year 2011-2017. Thai J Tuberc Chest Dis Crit Care 2020; 39:… 
Department of Clinical Pathology, Nopparat Rajathanee Hospital, Ministry of Public Health

Tuberculosis is a chronic infectious disease, and still an important problem of public health in Thailand. The key to prevent and decrease the spreading of tuberculosis is the laboratory diagnosis and further standard treatment. This study is a descriptive study of the trend of AFB-positive patients by sputum microscopy examination at Nopparat-Rajathanee Hospital during the fiscal year 2011-2017. The study group is AFB-positive patients. Data were collected from the registration laboratory book (TB04), MLAB2000 and medical record information. The data was analyzed by descriptive statistics and presented by tables, graphs and charts. The result showed, during the fiscal year 2011-2013, the proportions of AFB-positive patient were increased from 9.95% to 11.18% and 11.28%. During the fiscal year 2014-2016, the proportions were decreased from 10.90% to 10.16% and 9.10%. However, in the fiscal year 2017, it was increased to 10.45%. In addition, males were found AFB-positive more than females in every fiscal year. Additionally, if classified by age range, the proportion of patients in the age range of 35-44 years is higher than other age ranges, followed by the age range of 54 years or more and the age range of 25-34 years, respectively. The proportion of patients of AFB-positive by sputum microscopic examination during the fiscal year 2011-2017 is stable at 9-11%. The proportion of males and females in Thai patients is 2.5:1, the immigrant workers 1.2:1. The most affected age range is 25-44 years. Increased trend was found in patients of below 15 years old.