Bronchoscopy

การส่องกล้องหลอดลม (bronchoscopy) และบทบาทของบุคลากรผู้ช่วยแพทย์

มนฤทัย เด่นดวง พย.บ.
ห้องหัตถการวินิจฉัย สาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

อุรเวชช์ปฏิบัติ
วารสารวัณโรค โรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤต
ปีที่ 36 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม พ.ศ. 2560
PDF

บทนํา

การส่องกล้องหลอดลม (bronchoscopy) เป็นการส่องกล้องเข้าไปในหลอดลมโดยผ่านทางจมูกหรือปากของผู้ที่ได้รับการตรวจ มีข้อบ่งชี้ทั้งเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาโรคของระบบการหายใจ ปัจจุบันกล้องสําหรับการส่องตรวจหลอดลมมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ flexible bronchoscope (รูปที่ 1) และ rigid bronchoscope (รูปที่ 2) แพทย์อายุรกรรมโรคระบบการหายใจส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการส่องกล้องตรวจหลอดลมโดยใช้ flexible bronchoscope ทั้งเพื่อการวินิจฉัยโรคและการรักษา โดยสามารถให้ยาระงับความรู้สึกแบบเฉพาะที่และระดับปานกลาง (conscious sedation) ได้ ส่วนการส่องกล้องด้วย rigid bronchoscope นั้น มีข้อดีคือแพทย์สามารถทําหัตถการที่ซับซ้อนได้มากกว่า เช่น การนําก้อนเนื้อออกจากหลอดลม (tumor removal), การใส่ท่อหลอดลม (airway stent) เป็นต้น และแพทย์สามารถเปิดทางเดินหายใจให้โล่งและช่วยหายใจขณะทําหัตถการได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม การส่องกล้องด้วย rigid bronchoscope ทําได้ยากกว่าเนื่องจากต้องใช้ความชํานาญ และประสบการณ์ และเนื่องจากผู้ป่วยต้องได้รับการดมยาสลบ จึงทําให้สามารถทําได้ในบางสถาบันเท่านั้น

รูปที่ 1. Flexible digital camera bronchoscope
รูปท่ี 2. Rigid bronchoscope

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้บุคลากรผู้ช่วยแพทย์ มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการส่องกล้องตรวจหลอดลม
  2. เพื่อให้บุคลากรผู้ช่วยแพทย์ สามารถเตรียมผู้ป่วยและเตรียมอุปกรณ์ในการส่องกล้องหลอดลมได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน

ในบทความนี้จะกล่าวถึงความรู้เบื้องต้นของการส่องกล้องชนิด flexible bronchoscope และการทําหัตถการร่วมที่ใช้บ่อย เช่น transbronchial lung biopsy, bronchoalveolar lavage เป็นต้น รวมถึงการเตรียมผู้ป่วย และการดูแลผู้ป่วยทั้งก่อนและหลังการส่องกล้อง หลอดลม โดยไม่รวมถึงการทําหัตถการแบบ advanced bronchoscopy เช่น heat หรือ cold therapy และ stent placement เป็นต้น

กล้องส่องตรวจหลอดลมชนิด flexible bronchoscope

ในระยะแรกกล้องส่องตรวจหลอดลมจะเป็นชนิด flexible fiberoptic bronchoscope ซึ่งต้องมองภาพผ่านเลนส์ของตัวกล้องโดยตรง ต่อมามีการใช้อุปกรณ์นําภาพที่เห็นผ่านกล้องให้ขึ้นแสดงที่หน้าจอแสดงภาพ ทําให้มีความสะดวกในการส่องกล้องมากขึ้น ระยะต่อมาจึงมีการพัฒนาการถ่ายทอดสัญญาณภาพเป็นระบบดิจิตอล ทําให้คุณภาพของภาพที่เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเรียกกล้องประเภทนี้ว่า flexible digital camera bronchoscope
Flexible bronchoscope มีหลายขนาดและมีส่วนประกอบของกล้องดังต่อไปนี้ (รูปที่ 1)

ข้อบ่งชี้ของการส่องกล้องหลอดลม

  1. การส่องกล้องหลอดลมเพื่อการวินิจฉัยโรค
    1.1 เพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด หรือมะเร็งแพร่ กระจายมาที่ปอด
    1.2 เพื่อบอกระยะ (staging) ของโรคมะเร็งปอด
    1.3 เพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อในปอดหรือหลอดลม เช่น pneumonia จากเชื้อต่างๆ, pulmonary tuberculosis, endobronchial tuberculosis เป็นต้น
    1.4 วินิจฉัยโรคปอดอื่นๆ เช่น interstitial lung disease, organizing pneumonia เป็นต้น
    1.5 ประเมินความผิดปกติของหลอดลม เช่น ก้อนในหลอดลม, tracheal stenosis, bronchial stenosis, tracheobronchormalacia เป็นต้น
  2. การส่องกล้องหลอดลมเพื่อการรักษา
    2.1 นําสิ่งแปลกปลอม (foreign body) ออกจากหลอดลม
    2.2 นําก้อนเนื้องอกออกจากหลอดลมโดยวิธีการตัดหรือจี้ไฟฟ้า ซึ่งจะทําได้ในกรณีที่ก้อนมีขนาดไม่ใหญ่ และไม่ลุกลามมาก ถ้าก้อนมีขนาดใหญ่หรือลุกลามมาก หรือเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก ควรส่องกล้องด้วย rigid bronchoscope
    2.3 การรักษาการตีบแคบของหลอดลม เช่น การขยายหลอดลมด้วยบอลลูน (ballbon dilatation), การจี้ด้วยเลเซอร์หรือไฟฟ้า (laser therapy หรือ electrocautery), การจี้ด้วยความเย็น (cryotherapy) เป็นต้น
    2.4 การรักษาภาวะปอดแฟบ (atelectasis) จากเสมหะอุดตัน
    2.5 การรักษาโรคมะเร็งปอดหรือนอกปอดที่ลุกลามมายังหลอดลม เช่น tumor removal with stent placement, brachytherapy เป็นต้น
    2.6 การรักษาโรคหืดรุนแรง ได้แก่ bronchial thermoplasty
    2.7 การรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังบางราย ได้แก่ bronchoscopic lung-volume reduction

ข้อห้ามของการส่องกล้องหลอดลม [1-2]

  1. ไม่มีใบยินยอมการทําหัตถการ
  2. เสี่ยงภาวะเลือดออกง่าย เช่น severe thrombocytopenia, coagulopathy ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
  3. มีภาวะออกซิเจนในเลือดตำ่อย่างรุนแรงที่แก้ไขไม่ได้ (refractory hypoxemia)
  4. สัญญาณชีพไม่คงที่ (unstable hemodynamic status)
  5. ผู้ป่วยไม่ร่วมมือขณะทําหัตถการ
  6. ภาวะหัวใจขาดเลือด (myocardial infarction) ภายใน 4-6 สัปดาห์
  7. ผู้ป่วยที่มีภาวะ increased intracranial pressure (ICP)
  8. ภาวะความดันของเส้นเลือดแดงในปอดสูงอย่างรุนแรง
  9. ภาวะอื่นๆ ขึ้นอยู่ดุลยพินิจของแพทย์ เช่น ภาวะไตวายที่มีของเสียคั่งในเลือด (uremia), ฝีในปอดบางราย, ภาวะ superior vena cava obstruction, ภาวะทุพโภชนาการรุนแรง เป็นต้น

การส่องกล้องหลอดลมและหัตถการอื่นๆ ที่ เกี่ยวข้อง

การส่องกล้องหลอดลมสามารถทําให้เห็นลักษณะ พยาธิสภาพในหลอดลมได้ แต่การให้ได้มาซึ่งการวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคนั้นจําเป็นต้องใช้หัตถการและอุปกรณ์เสริมอื่นร่วมด้วย โดยการใส่อุปกรณ์ดังกล่าวผ่านทาง working channel ของตัวกล้อง หัตถการที่ทําบ่อย ได้แก่

  1. Bronchoalveolar lavage (BAL) คือ การดูดน้ําล้างหลอดลมถุงลมเพื่อดูลักษณะและส่งตรวจเพิ่มเติม สามารถทําได้โดยการใส่สารละลาย 0.9% Sodium chloride (NaCl) เข้าไปในหลอดลมส่วนปลายที่สงสัยว่าเนื้อปอดบริเวณดังกล่าวมีพยาธิสภาพ และดูดสารน้ําดังกล่าวมาเพื่อส่งตรวจเพิ่มเติม
  2. Bronchial wash คือ การดูดน้ําล้างจากหลอดลมขนาดใหญ่เพื่อส่งตรวจเพิ่มเติม สามารถทําได้โดยการใส่ สารละลาย 0.9% NaCl เข้าไปในหลอดลมที่มีพยาธิสภาพ และดูดสารน้ําดังกล่าวกลับมาเพื่อส่งตรวจเพิ่มเติม
  3. Bronchial biopsy คือ การตัดชิ้นเนื้อของหลอดลมเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ทําในกรณีที่เห็นความผิดปกติของหลอดลม เช่น ก้อนในหลอดลม (endobronchial mass) เป็นต้น
  4. Transbronchial lung biopsy คือ การตัดชิ้นเนื้อของปอดเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
  5. Bronchial brushing คือ การใช้แปรงขนาดเล็กถูบริเวณที่มีพยาธิสภาพ เพื่อเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิ วิทยา

การเตรียมผู้ป่วยก่อนส่องกล้อง

การนัดหมายและให้คําแนะนําผู้ป่วยก่อนรับการตรวจ

  1. แพทย์จะอธิบายเหตุผลและความจําเป็นที่ต้องตรวจด้วยการส่องกล้องหลอดลมแก่ผู้ป่วยและญาติ และส่งผู้ป่วยมาทําการนัดหมาย
  2. ผู้ช่วยแพทย์ตรวจสอบคําสั่งแพทย์ ประวัติผู้ป่วย และรายการยาเดิมของผู้ป่วยว่าจําเป็นต้องกินยาหรือหยุดยาหรือบริหารยาใดก่อนการส่องกล้องหรือไม่ เช่น
    • ควรหยุดยาละลายลิ่มเลือด เช่น warfarin และ ยาต้านเกล็ดเลือดบางชนิด เช่น clopidrogrel เป็นต้น ระยะเวลาขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์
    • ไม่ควรหยุดยาลดความดันโลหิตมื้อเช้าวันส่องกล้อง หลังกินยาให้ดื่มน้ําตามน้อยๆ ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ด้วย
    • หยุดยาเบาหวานตามคําสั่งของแพทย์เนื่องจากวันส่องกล้องจําเป็นต้องงดน้ํา งดอาหารอาจทําให้เกิดภาวะน้ําตาลในเลือดตำ่ได้
    • อาจจําเป็นต้องให้ส่วนประกอบของเลือดตามคําสั่งของแพทย์ เช่น platelet concentration, fresh frozen plasma เป็นต้น กรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกง่าย
  3. ผู้ช่วยแพทย์ให้คําแนะนําเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยและญาติเกี่ยวกับวิธีการเตรียมตัวก่อนมาส่องกล้อง โดยมีเนื้อหา ดังนี้
    3.1 งดน้ําและอาหารทุกชนิดหลังเที่ยงคืน ก่อนวันส่องกล้องหรืออย่างน้อย 6 ชั่วโมง
    3.2 ทําความสะอาดปากและฟันให้เรียบร้อย
    3.3 วันส่องกล้องต้องพาญาติมาด้วย 1 ท่าน
    3.4 แจกแผ่นพับขั้นตอนการส่องกล้องให้ศึกษา ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการส่องกล้อง การปฏิบัติตัวและภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น
    3.5 ผู้ช่วยแพทย์แจ้งค่าใช้จ่ายโดยประมาณให้ทราบ ซึ่งรวมค่าทําหัตถการและค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    3.6 แจ้งผู้ป่วยมาให้ตรงวันและเวลาที่นัดหมาย หากต้องการยกเลิกให้โทรติดต่อแจ้งล่วงหน้า

อุปกรณ์

การเตรียมอุปกรณ์อาจแตกต่างกันไปตามสถาบันและหัตถการที่จะทําร่วมด้วย ควรมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ให้พร้อม โดยเป็นอุปกรณ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อและทดสอบให้ใช้งานได้ดีเสมอ (รูปที่ 3)

รูปท่ี 3. อุปกรณ์สำหรับการเตรียมผู้ป่วยก่อนส่องกล้องหลอดลม

ขั้นตอนการเตรียมผู้ป่วย

ขั้นตอนการเตรียมผู้ป่วยก่อนส่องกล้องหลอดลม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติได้รับทราบขั้นตอนของการส่องกล้อง และเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยให้มีความสุขสบาย และเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการส่องกล้องน้อยที่สุด โดยในแต่ละสถานที่อาจมีวิธีการที่แตกต่างกันไป แต่โดยหลักทั่วไปแล้วจะมีขั้นตอนการเตรียมดังนี้

  1. แพทย์จะประเมินอาการ รวมถึงข้อบ่งชี้ของการส่องกล้องหลอดลมของผู้ป่วย และถามยืนยันระยะเวลาการอดนำ้และอาหารก่อนการตรวจ ซึ่งควรงดนำ้และอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
  2. แพทย์อธิบายขั้นตอนการส่องกล้องให้ผู้ป่วยและญาติทราบ และลงนามในใบยินยอมให้ทําหัตถการ
  3. หากมีการให้ยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดดํา พยาบาลวิชาชีพจะเป็นผู้เตรียมใส่เข็มทางหลอดเลือดดําสําหรับให้ยาไว้ที่แขนข้างใดข้างหนึ่งของผู้ป่วย
  4. ถอดฟันปลอม แว่นตา สร้อยคอ และเอาสิ่งของทึบรังสีออกจากกระเป๋าเสื้อให้ญาติเก็บไว้
  5. ให้ผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้เตรียมตรวจให้สบาย และให้ยาชาเฉพาะที่โดยการพ่นเข้าทางจมูก (กรณีจะใส่กล้องทางจมูก) และลําคอของผู้ป่วย เพื่อให้เกิดอาการชาและลดอาการไอหรือสําลักขณะเริ่มทําการส่องกล้อง โดยการใช้ 10% lidocaine ปริมาณ 150 มิลลิกรัม หรือ 3-5 มิลลิกรัมต่อน้ําหนักตัว 1 กิโลกรัม
  6. ผู้ช่วยเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใช้ในการส่องกล้องให้พร้อม (รูปที่ 3)
  7. ผู้ช่วยแพทย์พาผู้ป่วยเข้าห้องส่องกล้อง และให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงตรวจที่ปูผ้าที่สะอาดไว้แล้ว
  8. ติดอุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิตและออกซิเจนปลายนิ้ว หรืออาจจําเป็นต้องติดเครื่องติดตามจังหวะการเต้นของหัวใจ
  9. นําผ้าสามเหลี่ยมปิดตาผู้ป่วยไว้
  10. ให้ออกซิเจนทางจมูกผ่านสาย และเปิดออกซิเจน หลอดลมในอัตรา 5 ลิตรต่อนาที
  11. กรณีจะใส่กล้องผ่านทางปาก ต้องใส่ mouth gag ก่อนเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกัดกล้อง
  12. ผู้ช่วยแพทย์ตรวจสอบการทํางานของกล้องและ อุปกรณ์ที่จะใช้ทั้งหมดให้เรียบร้อย เช่น biopsy forceps, หลอดพลาสติกสําหรับทํา bronchoalveolar lavage, เครื่อง fluoroscopy เป็นต้น
  13. ผู้ช่วยแพทย์รายงานให้แพทย์ทราบว่าเตรียมผู้ป่วยพร้อมแล้ว

ขั้นตอนการส่องกล้องและดูแลผู้ป่วยขณะส่องกล้อง

  1. เมื่ออุปกรณ์พร้อม แพทย์เริ่มให้ยาระงับความรู้สึก เช่น midazolam 2-5 มิลลิกรัม ร่วมกับ fentanyl 25-50 ไมโครกรัมเข้าทางหลอดเลือดดํา เป็นต้น โดยต้องระวังในผู้ป่วยที่อายุมากหรือเสี่ยงต่อการเกิดภาวะการหายใจล้มเหลว
  2. ผู้ช่วยแพทย์เตรียม 1% lidocaine without adrenaline ปริมาณ 2 มิลลิลิตรและดูดลมอีกประมาณ 3 มิลลิลิตร เมื่อแพทย์ส่องกล้องถึง vocal cords ผู้ช่วยจะเริ่มให้ยาชาโดยหนีบสายยางที่ต่อกับเครื่องดูด (suction) ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ยาชาที่ใส่ถูกดูดทิ้งไป จากนั้นใส่ยาชาเข้าทาง working channel ของกล้องตามด้วยลมที่ดูดเตรียมไว้ และ ทําเช่นเดียวกันกรณีให้ยาชาในหลอดลม
  3. เตรียมอุปกรณ์และช่วยทําหัตถการตามแพทย์สั่ง ได้แก่
    3.1 Bronchoalveolar lavage และ bronchial wash
    3.1.1 ผู้ช่วยแพทย์เตรียมดูด 0.9% NaCI ปริมาณ 20 มิลลิลิตรเตรียมไว้ (กรณีทํา bronchial wash อาจใช้ครั้งละ 10 มิลลิลิตร)
    3.1.2 เตรียมหลอดพลาสติกและต่อปลาย ข้างหนึ่งเข้ากับสาย Suction และปลายอีกข้างหนึ่งกับกล้อง (รูปที่ 4)
    3.1.3 เมื่อแพทย์สั่งให้ใส่ 0.9% NaCl ที่เตรียมไว้เข้าไปในหลอดลมโดยฉีดผ่านทาง working channel ในขณะใส่น้ําให้หนีบสาย suction ไว้เช่นเดียวกับตอนใส่ยาชา (รูปที่ 4) หลังจากใส่น้ําหมด รอจนแพทย์ดูดน้ํากลับ และสั่งให้ใส่น้ําอีกครั้งจึงทําการใส่น้ําอีกครั้ง โดยการทํา BAL จะใช้น้ํารวมประมาณ 120 มิลลิลิตร (ใส่ 6 ครั้ง) ส่วน bronchial wash จะใส่จนได้น้ําที่ดูดกลับในปริมาณที่พอส่งตรวจ
    3.2 Transbronchial lung biopsy และ bronchial biopsy
    3.2.1 ผู้ช่วยแพทย์เตรียม biopsy forceps (รูปที่ 5) และตรวจสอบการเปิดปิดของ forceps ให้พร้อม
    3.2.2 ผู้ช่วยแพทย์เปิดและปิด forceps ตามคําสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด
    3.2.3 หากมีการใช้เครื่อง fluoroscopy เพื่อระบุตําแหน่งของรอยโรคในปอดและตําแหน่งของ biopsy forceps ร่วมด้วย ผู้ช่วยแพทย์อาจเป็นผู้ควบคุมการปิดเปิด การทํางานของเครื่อง fluoroscopy ด้วยปุ่มสวิตช์เท้า หรือ อาจมีผู้ช่วยคนอื่นช่วยควบคุมแทนได้
    3.3 Bronchial brush
    3.3.1 ผู้ช่วยเตรียม bronchial brush (รูปที่ 5) ให้พร้อมและทดสอบการขยับของแปรง
    3.3.2 ผู้ช่วยดันหัวแปรงเข้าและออกตามคําสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด
    3.3.3 หากมีการใช้เครื่อง fluoroscopy เพื่อระบุตําแหน่งของรอยโรคในปอดและตําแหน่งของ biopsy forceps ร่วมด้วย ผู้ช่วยแพทย์อาจเป็นผู้ควบคุมการปิดเปิด การทํางานของเครื่อง fuoroscopy ด้วยปุ่มสวิตช์เท้า หรืออาจมีผู้ช่วยคนอื่นช่วยควบคุมแทนได้
  4. การเขี่ยเนื้อจาก forceps เมื่อดึง biopsy forceps ออกจากกล้อง ผู้ช่วยแพทย์เปิดปาก forceps ในขณะเดียวกันให้เข็มเบอร์ 20 หรือไม้จิ้มฟันที่ฆ่าเชื้อแล้วเขี่ยชิ้นเนื้อใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ถ้าเนื้อยุ่ยมาก เขี่ยไม่ออก ควรจุ่ม forceps ลงใน NSS แล้วแกว่ง forceps ไปมา 2-3 ครั้ง เนื้อจะหลุดออก
รูปท่ี 4. การต่อหลอดพลาสติกเพื่อทำ bronchoalveolar lavage หรือ bronchial wash
รูปที่ 5. อุปกรณ์การทำหัตถการผ่านการส่องกล้องตรวจหลอดลม:
ก. Biopsy forceps ข. Bronchial brush

วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ

การเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจ

  1. อุปกรณ์การเก็บชิ้นเนื้อ (รูปที่ 6)
    • ขวดแก้วหรือขวดพลาสติกมีฝาปิดสนิท บรรจุน้ํายา 40% formalin โดยใส่ประมาณครึ่งหนึ่งของขวด
    • ป้ายกระดาษติดที่ขวด ระบุชื่อ นามสกุล อายุ เลขที่ผู้ป่วย โดยต้องไม่มีรอยฉีกขาดและตัวหนังสือเห็นชัดเจน
  2. ขั้นตอนการเก็บชิ้นเนื้อ
    • เมื่อทําการตัดชิ้นเนื้อและนํา biopsy forceps ออกจากกล้องแล้ว ผู้ช่วยแพทย์เปิด forceps และใช้วัตถุปลายแหลมเก็บชิ้นเนื้อที่ได้ใส่ในขวดเก็บชิ้นเนื้อที่ บรรจุ 40% formalin ไว้ทันที หากไม่สามารถสะกิดชิ้นเนื้อออกได้หมด อาจนําปลาย forceps ไปแกว่งใน 0.9% NaCI ให้ชิ้นเนื้อหลุดออกมาก็ได้
    • เมื่อเก็บชิ้นเนื้อครบแล้ว ปิดฝาขวดให้สนิทและติดป้ายชื่อให้เรียบร้อย โดยตรวจสอบให้ตัวหนังสือชัดเจนและชื่อตรงกับผู้ป่วย
    • นําส่งห้องปฏิบัติการ
รูปที่ 6. อุปกรณ์การเก็บชิ้นเนื้อ

การเก็บน้ํา bronchoalveolar lavage และ bronchial wash

  1. อุปกรณ์การเก็บน้ํา bronchoalveolar lavage และ bronchial wash
    • หลอดพลาสติก sterile มีฝาปิดสนิท (รูป ที่ 6)
    • ป้ายกระดาษติดที่ขวด ระบุชื่อ นามสกุล อายุ เลขที่ผู้ป่วย โดยต้องไม่มีรอยฉีกขาด และตัวหนังสือเห็นชัดเจน
  2. ขั้นตอนการเก็บน้ําส่งตรวจ
    • เมื่อเก็บน้ําส่งตรวจได้ครบแล้ว ให้แยกน้ําส่งตรวจตามที่แพทย์สั่งและปิดฝาให้สนิท
    • ติดป้ายชื่อให้เรียบร้อย โดยตรวจสอบให้ตัวหนังสือชัดเจนและชื่อตรงกับผู้ป่วย
    • ตรวจสอบปริมาณน้ําส่งตรวจและชนิดของการส่งตรวจว่าเพียงพอและเหมาะสมหรือไม่ เช่น การส่งน้ําส่งตรวจทางเซลล์วิทยา (cytology) ควรแบ่งส่งตรวจอย่างน้อย 15 มิลลิลิตร เป็นต้น
    • นําส่งห้องปฏิบัติการ

การเก็บสิ่งส่งตรวจจาก bronchial brush

  1. อุปกรณ์การเก็บสิ่งส่งตรวจจาก bronchial brush (รูปที่ 7) การเก็บสิ่งส่งตรวจจาก bronchial brush นั้นขึ้นอยู่กับแพทย์และสถาบันที่ตรวจ โรงพยาบาลศิริราชส่งตรวจเซลล์วิทยาด้วยการป้ายสิ่งส่งตรวจลงบนสไลด์ โดยใช้อุปกรณ์ดังนี้
    • สไลด์แก้ว เขียนชื่อ และเลขที่ผู้ป่วยให้ ชัดเจน เพื่อระบุตัวผู้ป่วยและแสดงให้ทราบว่าด้านไหนเป็นด้านหน้าสไลด์
    • ขวดหรือถาดใส่ 95% Ethanol โดยให้ปริมาณท่วมสไลด์
    • ป้ายกระดาษติดที่ขวด ระบุชื่อ นามสกุล อายุ เลขที่ผู้ป่วย โดยต้องไม่มีรอยฉีกขาดและตัวหนังสือเห็นชัดเจน
  2. ขั้นตอนการเก็บสิ่งส่งตรวจ
    • นําหัวแปรงป้ายสิ่งส่งตรวจบนสไลด์โดยไม่ให้หนาจนเกินไป
    • นําสไลด์แช่ใน 95% ethanol ทันที โดยให้ท่วมสไลด์ทั้งหมด
    • ติดป้ายชื่อที่ขวด โดยตรวจสอบให้ตัวหนังสือชัดเจน และตรงกับชื่อผู้ป่วย
    • นําส่งห้องปฏิบัติการ
รูปที่ 7. อุปกรณ์การเก็บสิ่งส่งตรวจจาก bronchial brush

การดูแลผู้ป่วยหลังการส่องกล้องตรวจหลอดลมปอด

  1. ภายหลังส่องกล้อง ควรให้ผู้ป่วยนอนพักดูอาการประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยมีการเฝ้าติดตามสัญญาณชีพ ได้แก่ ชีพจร ความดันโลหิต การหายใจ และค่าออกซิเจนใน เลือด (Oxygen Sat.) จากการวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (pulse oximetry)
  2. ให้งดอาหารและน้ําต่ออีกประมาณ 1-2 ชั่วโมง ให้ ยาชาหมดฤทธิ์ เพื่อป้องกันการสําลัก
  3. แนะนําให้ผู้ป่วยสังเกตอาการหลังกลับบ้านและการปฏิบัติตัว ดังนี้
    3.1 เสมหะอาจมีเลือดปนได้ซึ่งสามารถหยุดเองได้ ถ้าออกปริมาณมากหรือมีอาการหน้ามืดให้รีบมาพบแพทย์
    3.2 หากมีอาการหอบเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก ให้รีบมาพบแพทย์ เนื่องจากอาจมีภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด
    3.3 นัดมาฟังผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ภาวะแทรกซ้อนภายหลังการตรวจ

ภาวะแทรกซ้อนของการส่องกล้องหลอดลมมักไม่รุนแรงและหายไปได้เอง เช่น เจ็บคอ ไอปนเลือด หลังการส่องกล้อง แต่ในบางกรณีอาจมีอาการรุนแรง และเป็นภาวะเร่งด่วนได้ เช่น ลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะการหยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับการส่องกล้องและหัตถการที่เกี่ยวข้อง

  1. อันตราย (trauma) ต่อเยื่อบุ ขณะทําการส่องกล้อง
  2. Laryngospasm และ bronchospasm
  3. ภาวะเลือดออกมาก
  4. ภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax)
  5. ภาวะออกซิเจนในเลือดตำ่ (hypoxemia)
  6. ภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด (hypercarbia)
  7. การสําลัก (aspiration) หรือคลื่นไส้อาเจียน
  8. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (dysrhythmia)
  9. ภาวะหยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิต

ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับยาที่ให้

  1. แพ้ยาแก้ปวด หรือยาชาเฉพาะที่ที่ให้
  2. ซึมมาก หรือหยุดหายใจจากการใช้ยาระงับความรู้สึก

สรุป

ปัจจุบันการส่องกล้องหลอดลมมีความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับแพทย์และผู้ป่วย เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและรักษาโรคของระบบทางเดินหายใจ และมีการพัฒนาอุปกรณ์และวิธีการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องมีบทบาทสําคัญมากและต้องมีการเรียนรู้ และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

กิตติกรรมประกาศ

ผู้นิพนธ์ขอขอบคุณ ผศ.นพ. ศุภฤกษ์ ดิษยบุตร และ นายสุธี แสงแก้ว พยาบาลชํานาญการ ระดับ 8 สาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่ให้ข้อเสนอแนะเป็นอย่างดีในการนิพนธ์บทความนี้

เอกสารอ้างอิง

  1. Du Rand IA, Blaikley J, Booton R, et al. British Thoracic Society Bronchoscopy Guideline. Thorax 2013; 68 Suppl1:i1-44.
  2. Du Rand IA, Barber PV, Goldring J, et al. British Thoracic Society guideline for advanced diagnostic and therapeutic flexible bronchoscopy in adults. Thorax 2011; 66 Suppl 3:iii 1-21.